3 ปี จากการทำงาน ~~"

posted on 12 Jun 2013 17:25 by kessama
 
เราทำงานมาแล้วสามปีหรอเนี่ย--" นึกว่าัตัวเองเป็นเด็กจบใหม่อยู่เลย
 
สามปีที่ผ่านมาได้อะไรบ้าง 
  • ตังค์
  • support คนที่บ้าน :)
  • อะไรๆที่คุณไม่สนใจตอนเรียน ถ้าตอนทำงานจำเป็นต้องรู้ คุณจะรู้มากขึ้นชนิดที่ "ถ้ากูรู้แบบนี้ตอนเรียนคงได้Aไปละ"
  • เรียนรู้ทฤษฎี "ถ้าเรามีความพยายามและให้เวลากับมันมากพอ ไม่มีคำว่าทำไม่ได้" ถ้ายังทำไม่ได้ให้กลับไปอ่านประโยคนั้นอีกครั้ง
  • ใช้ชีวิตแบบรับผิดชอบตัวเองให้ได้ และดูแลคนอื่นได้(ไปกับพ่อ พ่อไม่ควักแล้วTT)
  • จะเหนื่อยแค่ไหน จะยากแค่ไหน จะลำบากแค่ไหน ... ก็ต้องทำ!! --->ถ้าสบายเค้าจะจ้างคุณมาทำไงเล่า
  • งานไม่ฆ่าเรา เราแค่อาจป่วยและตายไปเอง
  • "ทำดี แต่อย่าเด่น เดี๋ยวเป็นภัย" พี่ชายเคยบอกไว้... เออ.. อันนี้จริง
  • คนมีหลายแบบมาก โปรดอย่าไปอยากเข้าใจ แค่ปล่อยเค้าไปก็พอ
  • "ทำงานตามเงินเดือน" คำนี้เป็นคำที่คนมีความสามารถใช้ได้ แต่คนที่ไม่มีห่าอะไรอย่าริอาจพูดเลย นายจ้าง จ้างมึงแพงไปรึป่าวเหอะ ลองคิดดู
  • ชีวิตไม่ได้มีแค่งาน โปรดแบ่งเวลาคนรอบข้างสำคัญด้วย (ตอนจะตายคนรอบข้างดูแลนะ มิใช่งาน แต่ถ้าไม่มีเงินจากงาน ก็เดี้ยงนะ โว๊ะ! สำคัญคู่เว่ย)
  • มีเพื่อนร่วมงานดี ถือว่าโชคดีมาก
  • มีเพื่อนร่วมงาน+เจ้านายดี ถือว่าโชคดีที่สุด
  • มีเพื่อนร่วมงาน+เจ้านายดี+รายได้ดี เริ่ดกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว เชื่อกุ!! (ว่าแต่ว่าเค้าหากันที่ไหน?)
  • ถ้ามีเจ้านายแอ็ดfacebook/line/etc มา โปรดช่างใจก่อนรับ 
  • การหาเป้าหมายในชีวิตสำคัญเป็นอย่างยิ่ง (จริงๆควรหาตั้งนานแล้วป่ะวะ ฮาาาา)
  • ภาษาอังกฤษสำคัญนะ ไม่มีใครให้ซ้อมก็พูดคนเดียวไปก่อน
  • แบ่งตังค์เก็บด้วย ลงทุนด้วยยิ่งดี มันทำให้เราใช้ชีวิตง่ายขึ้น อย่างน้อยก็ตอนจะย้ายงาน จะได้ไม่ต้องห่วงจะมีตังค์กินมั้ย? (ส่วนข้า..ยังไม่เคยย้ายงานเลย~~)
  • จงศึกษาโลกกว้างให้ได้มากเท่่าที่เวลาและทุนทรัพย์จะเอื้ออำนวย
ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
 
หมอให้ยาแก้ปวดชนิดรุนแรงกับแม่ทุกๆ2-3ชั่วโมง ต้องนั่งฟุบกับโต๊ะนอนหงายไม่ได้เลย แม่ดูทรมานมาก เสียงพระสวดมนต์จากเทปดังมาจากห้องที่แม่รักษาตัวอยู่ ตามความตั้งใจของน้า
 
ประมาณตีหนึ่งครึ่ง แม่เริ่มไม่ได้สติ แม่ดึงสายน้ำเกลือออก
เหงื่อแต่ไหลไม่ต่างจากพึ่งอาบน้ำมา ชีพจรแม่เต้นช้าลง ช้าลง
 
นุ่นจับมือแม่ข้างนึง พี่ติ่งจับมืออีกข้าง
 
"ไปสบายนะแม่ ไม่ต้องห่วงลูกเดี๋ยวพ่อดูแลลูกเอง"พ่อบอกแม่ด้วยเสียงสั่นเครือ
 
 
หลังจากนั้นไม่นาน
 
.
.
.
 
ตีสามสิบห้านาที
 
แม่จากเราไปแล้ว จากพวกเราไปแล้วจริงจริง
.
.
 
 
จดหมายถึงแม่..
 
แม่เป็นไงมั่งคะ สบายดีมั้ย พวกเราทุกคนเกือบสบายดี
 
พ่อก็ยังต้องหาหมอเหมือนเดิม นุ่นหวังว่าแม่คงสบายดีนะคะ
 
อย่างที่หนูเคยบอกแม่เนอะ เราห่างกันแค่ร่างกาย
 
ไม่ว่ายังไง เราก็ยังรักกันมากๆเสมอเนอะ
 
หนูรักแม่นะ คิดถึงแม่ที่สุดในโลก อยากเล่าอะไรให้ฟังตั้งมากมาย
 
หลายครั้งหนูอยากได้คำปรึกษาดีๆจากแม่
 
ยังไงก็...ไม่ต้องห่วงพวกเรานะคะแม่
 
พ่อทำหน้าที่ของพ่อได้ดีมาก 
 
ลูกของแม่ทั้งคู่ก็เป็นเด็กดี ทั้งติ่งทั้งนุ่นทำงานกันหมดแล้วน๊า
 
เสียดายเนอะ เราไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกัน 
 
เราทุกคน คิดถึงแม่มากนะคะ 
 
 
 
    รักแม่มิคลาย
...ลูกสาวคนเล็ก..
 
ปล.ไม่เจอกันหกปี แต่หนูไม่เคยหยุดรักแม่นะ

เวลาที่ผ่านไป

posted on 03 Jul 2012 12:49 by kessama
สวัสดี ครึ่งปีหลังCool
 
นุ่นชอบที่เคยมีคนบอกว่า.......
 
"ไม่เห็นต้องทำอะไรเพื่อฆ่าเวลาเลย ยังไงเราก็เอาเวลากลับมาไม่ได้อยู่แล้ว"
 
เผลอแป๊ปเดียว ก็เลยผ่านไปครึ่งปีแล้วสิ 
 
งานค่อนข้างจะเยอะ เหนื่อยบ้าง ท้อบ้าง เบื่อบ้าง
จนบางทีลืมที่จะทำตามความตั้งใจที่เคยตั้งไว้

.
.
 
เอาวะ อีกครึ่งปีที่เหลือ...
 
พยายามใหม่อีกครั้ง
เผื่อว่าความฝัน+
ความหวัง+
ความตั้งใจ+
เมื่อตอนต้นปี
จะได้เป็นจริงซะที
 
:)
 
 
แล้วคุณล่ะ...

ครึ่งปีที่ผ่านมาใครทำอะไรมาบ้าง?
 
ความฝัน ความหวัง ความตั้งใจเมื่อต้นปี เป็นจริงบ้างรึยัง?
 
ถ้ายัง.... ก็ลองมาพยายามไปด้วยกันอีกสักครั้งEmbarassed
 
สิ้นปีมาดูกัน ใครทำความตั้งใจได้บ้าง!!

ไ ล่ ล่ า 1

posted on 06 Dec 2011 14:29 by kessama
ณ ที่ทำงาน บ่ายวันเกิดเพื่อนสาว
 
 
 
"You got a dream. You got to protect it."  : Pursuit of happiness.
 
ใช่! นุ่นเองมีความฝัน และนุ่นกำลังปกป้องมัน
 
ติดอยู่ที่มันไม่ได้ง่าย
เหนื่อยทั้งกายใจมาก็มาก
และที่สำคัญมันต้องใช้เวลาในการจัดการและเตรียมตัว
 
 
ชีวิตที่เลือกที่จะไล่ล่าความฝัน ความเหนื่อยที่นุ่นเลือกเอง 
 
แต่ก็เลือกที่จะเหนื่อยก็เพราะนุ่นไม่อยากมานั่งตอบคำถามตัวเองอีกแล้ว
 
ตอนนั้นทำอะไรอยู่? ทำไมไม่ทำนู่น นี่ นั่น?
 
อย่างน้อยๆ ถ้ามองกลับมา นุ่นก็ตอบตัวเองได้ว่านุ่นทำแล้วนะ พยายามแล้วนะ
 
หากแม้นว่าความฝันเป็นจริงไม่ได้ นุ่นก็จะเข้าใจ และมีความสุขกับปัจจุบันของนุ่น
 
 
 
เฮ้อ!! ถอนหายใจหนึ่งครั้ง ให้กับความเหนื่อยล้า
 
^^ ยิ้มสักครั้ง ขอบคุณกำลังใจและความช่วยเหลือจากคนรอบข้างที่หวังดีทุกๆคน
 
สาธุ! สามที ขอความฝันลูกเป็นจริงทีเถอะ ขอให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีที่เถอะ สาธุ!
 
 
 
 

" ค น " หนอ

posted on 20 Mar 2011 08:00 by kessama
ช่วงระยะเวลาเกือบปีที่นุ่นก้าวเข้ามาทำงานที่บ.แห่งนี้
 
มันทำให้รู้จักสิ่งมีชีวิตที่เรีัยกว่า "คน"มากขึ้น
 
คนจำนวนครึ่งร้อยของที่นี่ ล้วนแต่เป็นตัวของตัวเองสูงมากมากกันทุกคน
 
มันพลอยทำให้นุ่นนึกถึงประโยคที่เพื่อนคนนึงชอบพูดขึ้นมา
 
"ทุกคนล้วนแปลก และ แตกต่าง"
 
 
นายA เพื่อนรุ่นเดียวกับนุ่น ทำงานก่อนนุ่นสองเดือน
 
คนนี้สอนไปซะทุกคน สอนแม้กระทั่งพี่ที่เค้าเก่งๆที่ทำงานด้านนี้มากว่า10ปี
 
ชอบพูดเหมือนตัวเองเจ๋งมาก ทำตัวเป็นLead
 
พีฺ่B ตัวเองถูกไปซะทุกเรื่อง เก่งทุกเรื่อง ชอบพูดเล่นแรงๆที่บางทีไม่สมควรพูด
 
พี่C เก่ง อารมณ์ร้อน น้องพูดเล่นโดนเค้าด่า แต่เค้าพูดเล่นกับคนที่แก่กว่าได้
 
พี่D ดีกับน้องมาก เก่งเรื่องงานเรื่องเดียว เรื่องการใช้ชีวิตเด็กๆ เนิร์ดๆ
 
พี่E เป็นTechnician แต่ชอบทำตัวข่ม Engineer ชอบเอาหน้า แบนกันทั้งบริษัทแล้ว
 
ฯลฯ
 
ห้าคน...ห้าการเลี้ยงดู ห้าสิ่งแวดล้อม หล่อหลอมมาเป็นตัวเค้า
 
เราก็ทำได้แค่เข้าใจในสิ่งที่เค้าเป็น(แม้ว่าบางทีไม่อยากเข้าใจก็ตาม)
 
 
มันสอนให้นุ่นเข้าใจมากขึ้นว่า....ทำไมบางทีคนเราต้องใส่หน้ากากเข้าหากัน??
 
นั่นก็เพราะ....ถ้าไม่ใส่แล้วไซร้ ...วันๆคงได้"ฉะ"กันเละ!!  
 
 
นุ่นเป็นคนเสแสร้งไม่เป็น ย้ำว่า.. ไม่เป็น ไม่เป็นเลยจริงๆ
 
ดีที่สุดของนุ่นคือ เงียบ ... แต่บ่อยครั้งทีเดียวที่ใจนุ่นคิดดังไปหน่อย
 
ชาวบ้านเลยได้รับรู้ด้วย ... ชีวิตนี้อย่าหวังจะก้าวหน้าเลยนุ่นเอ้ย T__T
 
นี่แึค่บ.เล็ก ยังขนาดนี้ ... แล้วที่ใหญ่กว่านี้ล่ะ...จะขนาดไหน??
 
ทั้งๆที่เหมือนว่าเราจะอยู่กันแบบครอบครัว...แต่ยังเป็นแบบนี้ได้
 
 
มันเป็นแบบนี้เพราะเป็นธรรมชาติของคน
 
...รึเป็นเพราะ.....
 
คำว่า "EGO" ของเหล่า Engineer กันแน่??
 
 
 
 

แ พ้ เ ด็ ก

posted on 05 Mar 2011 14:27 by kessama
เสีัยงเด็กข้างบ้านปลุกฉันให้ตื่นในตอนสายๆของเช้าวันเสาร์
 
เสียงนั้นพลอยทำให้ฉันต้องเร่งอาบน้ำแต่งตัวให้เร็วขึ้น
 
 
ฉันกับเพื่อนอีกสองคนเช่าทาวเฮาส์อยู่ในหมู่บ้านเล็กๆใกล้ที่ทำงาน
 
ข้างบ้านฝั่งซ้ายเป็นครอบครัวที่นับว่าใหญ่เลยทีเดียว
 
พ่อแม่กับลูกอีกสี่คน ไม่ใช่แค่นั้นนะ!!
 
ยังมีตัวละครประกอบเป็นเพื่อนๆพี่ๆน้องๆเค้าประมาณสี่คนเห็นจะได้
 
เด็กสี่คน ...พี่คนโต น้องซี (ด.ช.ทะเล) 5 ขวบ
 
                  คนรอง น้อง (ด.ญ.) นารา 4 ขวบ
 
         คนที่สาม น้อง ปลาวาฬ (ชาย) 2 ขวบ
 
 คนสุดท้อง น้อง โลมา (หญิง) 1 ขวบ
 
(เราหลอกถามชื่อจริงปลาวาฬกับโลมาไปหลายรอบ แต่ไม่รู้ชื่อจริงของอีกสองคนซะที55)
 
น้องทั้งสี่คนเป็นโรคภูมิแพ้(เพราะพ่อเป็นภูมิแพ้) ไม่ใช่แค่แพ้อากาศธรรมดาๆ
 
แต่เป็นกันหนักมาก ซึ่งแม่น้องจะให้น้องท่องเลยว่ากินอะไรไม่ได้บ้าง
 
น้องเป็นผื่นเต็มตัวไปหมด เกาจนเป็นแผล น้องผู้ชายจะเป็นหนักกว่าผู้หญิง
 
แม่น้องเคยเล่าให้พวกเราฟังว่าตอนน้องซีเป็นหนักมาก
 
กินอะไีรแทบไมไ่ด้เลย ต้องปั่นผักผสมไรซักอย่าง(จำไม่ได้)ให้กิน
 
น้องนาราแพ้น้อยที่สุด กินได้แทบทุกอย่าง
 
 
เสียงร้องไห้เสียงนั้นของปลาวาฬทำให้ฉันเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
 
แขนเล็กๆกางออก ฉันไม่ลังเลที่จะรับเข้ามา่ให้อ้อมแขนให้เร็วที่สุด
 
อ้่าว!! ยังไม่ทันจะปลอบเลย หยุดร้องซะงั้น--" 
 
 
แทบทุกเย็นก่อนจะเข้าบ้าน
 
เสียงเจี๊ยวจ๊าว ส่งเสียงเรียก "พี่เบียร์ พี่นุ่น" ดังมาแต่ไกล
 
พร้อมๆกับร่างเล็กๆอีกสามร่าง โผเข้ากอด เกาะแขน เกาะขา
 
พอเปิดบ้านปุ๊บ เหมือนลงสนามแข่ง ทุกคนจะรีบวิ่งไปที่ตู้เย็น
 
มีอะไรให้ตู้เย็นบ้าง ไม่มีเหลือ
 
 
น้องแต่ละคนจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวกันทุกคน
 
น้องซี นิ่งนิ่ง ไม่ค่อยพูด ช่างอ้อน เสียงอ้อนสุดๆ เจ้าเล่ห์ 
 
(คนนี้โดนเราจุ๊บแก้มทุกวัน^___^)